คำอธิบายปริศนาธรรมในไร่เชิญตะวัน

1 / 2

๑. ประติมากรรม “พุทธบุคคล”

ประติมากรรม “พุทธบุคคล” เป็นงานพุทธศิลป์ที่แสดงให้เห็นว่า การบรรลุถึง “พุทธภาวะ” (ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือการบรรลุนิพพาน) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับมนุษยชาติทุกคน ไม่เกี่ยวกับเพศภาวะ ไม่ว่าจะเป็นสตรี หรือบุุรุษ ทุกคนมีศักยภาพแห่งโพธิ หรือมีความสามารถที่จะบรรลนิพพานได้ทั้งสิ้น ประติมากรรมชิ้นนี้ จึงเป็นพุทธศิลป์ที่ยืนยันว่า


“มนุษย์ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะฝันถึงการบรรลุนิพพานได้อย่างเสมอหน้ากัน”

๒. ประติมากรรม “พุทธทาสภิกขุ”

พุทธทาสภิกขุ เป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกว่าเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” เพราะท่านเป็นพระมหาเถระนักปฏิรูปพุทธศาสนา คนสำคัญที่สุดในยุคสมัยของเรา ผลงานการปฏิรูปที่สำคัญของท่าน คือ (๑) การก่อตั้งสวนโมกขพลาราม ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็น ศูนย์กลางในการฟื้นฟูเนื้อหาสาระแห่งพระพุทธศาสนา (๒) การกลับไปศึกษาแก่นพระพุทธศาสนาจากคัมภีร์พระไตรปิฎกโดยตรง (๓) การยืนยันว่า “โลกุตรธรรม” คือ มรรค ผล นิพพาน ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับคนในยุคสมัยปัจจุบัน (๔) การนำพุทธธรรมมาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาสังคม วิพากษ์สังคม (๔) การคิดค้นนวัตกรรมในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบใหม่ที่ก่อให้เกิดความสนใจแก่คนหนุ่มสาวและปัญญาชน (๕) คำสอนที่โดด เด่นที่สุดของท่านพุทธทาสภิกขุ คือ การสอนให้ไม่ยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู (๖) หนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของท่านคือ “คู่มือมนุษย์” (๗) ท่านได้รับการ ยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก”

๓. ศิลปกรรม “ ๔ คนหาม ๓ คน แห่”

ศิลปกรรม “๔ คนหาม ๓ คนแห่ ๒ คนนั่งแคร่ ๑ คน พาไป” เป็นปริศนาธรรมแต่โบราณของชาวล้านนาไทย ที่ใช้เป็นสื่อการสอนเรื่อง
“มรณัสติภาวนา” คือ เตือนใจให้รำลึกถึงความตายว่า เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงควรดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรโลภโมโทสันจนหน้ามืดตา มัว ลืมแก่ ลืมตาย เพราะถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่สามารถเอาอะไรที่ครอบครองไว้ตามไปใช้ในสัมปรายภพได้แม้แต่เพียงชิ้นเดียว ปริศนาธรรมชิ้นนี้ชี้ให้เรา เห็นสัจธรรมที่ว่า “สรรพสิ่ง คือ ของใช้ ไม่มีอะไรเป็นของฉัน” เพราะชีวิตนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่า



๔ คนหาม (=ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ)

๓ คนแห่ (=ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา)

๒ คนนั่งแคร่ (=มีแต่บุญกับปาปผลักดันให้ชีวิตเป็นไปในลักษณาการต่างๆ)

๑ คนพาไป (=ครั้นดับจิตก็เหลือแต่เพียงจิตเพียงดวงเดียวที่ไปเวียนว่ายตายเกิด)



ความตายเป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น เราจึงควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อน ไหว สมกับกับที่พระพุทธองค์ทรงเตือนไว้ว่า


“อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ, โก ชญฺญา มรณํ สุเว”
“ควรทำหน้าที่ในวันน้ีให้ดีที่สุด เพราะใครเลยจะรู้ว่า ความตายอาจมาถึงในวันพรุ่ง”

๔. กวีนิพนธ์มรรคา

กวีนิพนธ์มรรคา หมายถึง ถนนแห่งกวีนิพนธ์ เพราะถนนเส้นนี้ประดับด้วยกวีนิพนธ์ที่ติดอยู่บนต้นไม้ทุกต้นจำนวน ๒๐ บท กวีนิพนธ์ทุกบทประพันธ์โดยท่านว.วชิรเมธี โดยแต่ละบทได้รับแรงบันดาลใจมาจากพุทธสุภาษิต ปัจจุบันกวีนิพนธ์ทั้งหมดได้รับการจัดพิมพ์รวมเล่มในชื่อ “จักรวาลในถ้วยชา”

๕. ศิลปกรรม ๔x ๓=๑๒

ศิลปกรรม ๔x ๓=๑๒ หมายถึง พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ๓ รอบ (รอบที่ ๑ ระดับความรู้ รอบที่ ๒ ระดับการลงมือปฏิบัติ รอบที่ ๓ ระดับการประจักษ์ผลแห่งการปฏิบัติ) ๑๒ อาการ ในศิลปกรรมชิ้นนี้ตุง ๔ ตัว หมายถึง อริยสัจ ๔ ส่วนเสา ๓ ต้น หมายถึง การตรัสรู้อริยสัจสี่ที่สมบูรณ์จะต้องครบสามรอบหรือสามขั้นตอน เพื่อความเข้าใจชัดเจน พึงดูตารางประกอบ


อริยสัจ ๔ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ
๑.ทุกข์ นี่คือทุกข์ ทุกข์ควรรู้ ได้รู้จักทุกข์แล้ว
๒.สมุทัย นี่คือเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ควรละ ได้ละเหตุแห่งทุกข์แล้ว
๓.นิโรธ นี่คือนิโรธ นิโรธนี้ควรบรรลุ ได้บรรลุนิโรธแล้ว
๔.มรรค นี่คือมรรค มรรคนี้ควรปฏิบัติ ได้ปฏิบัติตามมรรคแล้ว


ส่วนหิน ๕ ก้อนที่วางอยู่ในฐานสามเหลี่ยมนั้น หมายถึง อริยสัจ ๔ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในขันธ์ ๕ คือ ร่างกายและจิตใจของเราแต่ละคน หินสีดำ หมายถึง ปุถุชน หินสีขาว หมายถึงอริยชนที่ฝึกตนจนหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว

๖. โพธิมณฑล

โพธิมณฑล แปลว่า วงกลมแห่งโพธิปัญญา หมายถึง ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะบรรลุถึงโพธิญาณ (นิพพาน) จะต้องเจริญไตรสิกขา คือ ศีล (แทนด้วยวงกลมรอบนอก) สมาธิ (แทนด้วยวงกลมตรงกลาง) ปัญญา (แทนด้วยวงกลมชั้นใน) ให้บริบูรณ์ เมื่อศีล สมาธิ ปัญญา บริบูรณ์แล้ว จะทำให้บรรลุถึงโพธิปัญญา อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ ซึ่งในที่นี้ ศิลปินใช้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ของโพธิปัญญา ส่วนการที่โพธิมณฑลต้ังอยู่ ท่ามกลางน้ำล้อมรอบนั้น หมายถึง นิพพานอยู่ท่ามกลางกิเลส หรือคนที่จะบรรลุนิพพานก็คือ ปุถุชนคนที่มีกิเลสล้อมรอบอยู่ในชีวิตประจำวันแต่สามารถพัฒนาตนจนหลุดพ้นจากกิเลสได้ในที่สุด

๗. อัจฉริยสามเณร

อัจฉริยสามเณร เป็นประติมากรรมที่ใช้ประกอบในการสอนเรื่อง “การเจริญสติ” หมายถึง เมื่อเราเกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ตามทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะต้อง “มีสติ” อยู่เสมอ เพราะหากปฏิสัมพันธ์โดยปราศจากสติเมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อนั้นความทุกข์ก็จะเกิดขึ้น การปิดตา ปิดหู ปิดปากของสามเณรน้อย ไม่ได้หมายความว่า จงปิดตา ปิดหู ปิดปาก หากแต่หมายถึง จงรู้จักดูอย่างมีสติ (deep looking) ฟังอย่างมีสติ
(deep listening) พูดอย่างมีสติ (deep speaking) ส่วนการเปิดใจ หมายถึง การ “มีสติตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา” พร้อมเสมอสำหรับการเรียนรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจอย่างมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ปริศนาธรรมนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า


“สำรวมทางกาย เป็นการดี
สำรวมทางวาจา เป็นการดี
สำรวมทางใจ เป็นการดี
ภิกษุผู้สำรวมทุกทาง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

๘. หุ่นเหล็กซูเปอร์ฮีโร่

๘. หุ่นเหล็กซูเปอร์ฮีโร่

หุ่นเหล็กซูเปอร์ฮีโร่ หมายถึง เราทุกคนต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง ตามหลักการที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งของตน” (อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ) เพราะคนอื่นไม่สามารถที่จะเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างแท้จริง จริงอยู่ แม้ในโลกนี้จะมีคนเก่ง หรือวีรบุรุษอยู่มากมาย แต่คนเก่งหรือวีรบุรุษเหล่านั้น ก็ไม่สามารถช่วยคนทั้งโลกได้ทุกคน ทางที่ถูกต้อง เราจึงไม่ควรรอให้วีรบุรุษมาช่วย ไม่ควรรอให้อัศวินมาโปรด แต่ต้องเรียนรู้ที่จะช่วยตนเอง เรียนรู้ที่จะพึ่งตนเอง เพราะผู้ที่ฝึกตนจนเป็นที่พึ่งให้ตนเองได้แล้ว ย่อมพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ย่อมช่วยตนเองได้ในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ


กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “เราทุกคนต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง เราทุกคนต้องเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง เราทุกคนต้องเป็นผู้ออกแบบชีวิตของตัวเอง อย่ามัวแต่รอรับความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา”

๙. สติมาจอมปราชญ์

สติมา เป็นชื่อตัวการ์ตูนสามเณรน้อยยอดนักอ่านในหนังสือการ์ตูนคุณธรรมสำหรับเด็กชื่อ “สติมา” ที่ท่านว.วชิรเมธี ประพันธ์ขึ้นมาใหม่เพื่อส่งเสริมอุปนิสัยรักการอ่านในหมู่เยาวชนไทย โดยท่านว.วชิรเมธีกล่าวว่า “การอ่าน คือ การอุบัติขึ้นมาของตาดวงที่สาม” นอกจากนั้นแล้ว สติมายังสื่อถึงสาระสำคัญในการพัฒนาตนให้เป็นปัญญาชนโดยอาศัยการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อยู่เสมอ สมกับที่ท่านว.วชิรเมธี กล่าวยืนยันไว้ในหนังสือเล่มหน่ึงว่า “ความรู้ เป็นของกลาง ใครที่เป็นนักอ่าน เป็นนักค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ช้าไม่นาน ความรู้ก็จะย้ายมาอยู่กับคนคนนั้น” และ “รักการอ่าน รักการเขียน รักการเรียนรู้ จะอยู่เหนือคน”

๑๐. ม้าอาชาไนย

ม้าอาชาไนย เป็นปริศนาธรรมสำหรับการสอนเรื่อง “ความไม่ประมาท” ตามนัยแห่งพระพุทธวัจนะที่ว่า

“ผู้มีปัญญา

ไม่ประมาท ในเมื่อคนอื่นพากันประมาท

ตื่นอยู่ ในเมื่อผู้อื่นหลับใหล

ดังนั้น เขาจึงละทิ้งคนอื่นที่มัวประมาทไปไกล

ดุจม้าฝีเท้าดี ละม้าฝีเท้าทรามไว้เบื้องหลัง ฉะนั้น”

๑๑. ปริศนาธรรม “เสาร์ ๕”

เสาร์ ๕ หมายถึง ชีวิตประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป (ร่างกาย) เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร (ความคิด) วิญญาณ (ความรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕) ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรหลงผิดยึดติดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา ตัวฉัน ของฉัน

๑๒. อิทัปปัจจยตาราม (สวนเซน)

อิทัปปัจจยตา (ภาวะที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยแก่สิ่งนี้ หรือ ภาวะที่สิ่งต่างๆ ดำรงอยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น) อิทัปปัจจยตา เป็นหลักสัจธรรมที่แสดงให้เห็นถึง “กระบวนการเกิดขึ้นของความทุกข์ในชีวิตของปัจเจกบุคคล” โดยพระพุทธองค์อธิบายว่า

ทุกคร้ังที่เกิดความยึดติดถือมั่นในตัวตนขึ้นมาในจิตแต่ละครั้ง กิเลส ๑๒ ชนิดจะทำงานร่วมกันดังหนึ่งเป็น “สายโซ่แห่งความสัมพันธ์” ที่เกิดดับอย่างรวดเร็วและหยั่งโยงถึงกันและกันอย่างต่อเนื่องเหมือนสายน้ำไหล กิเลส ๑๒ ชนิดนั้นมีกระบวนการทำงานเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน ดังนี้

๑. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

๒. เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี

๓. เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

๔. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะ ๖ จึงมี

๕. เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

๖. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

๗. เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

๘. เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี

๙. เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

๑๐. เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ (ความเกิด) จึงมี

๑๑-๑๒ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี


เหตุที่ใช้หิน ๑๒ ก้อนเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลส ๑๒ ชนิด ก็เพราะเมื่อกิเลสเกิดข้ึนทำให้ชีวิตมีทุกข์หนัก หินจึงแทนความทุกข์หนักที่มนุษย์ต้องแบกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง อนึ่ง หินสีดำ หมายถึง มนุษย์ปุถุชน หินสีครีม หมายถึง มนุษย์ที่หมั่นเจริญวิปัสสนากรรมฐานพากเพียรเรียนรู้ที่จะดับวงจรของกิเลส หินสีขาว หมายถึง พระอริยบุคคลที่บรรลุมรรค ผล นิพพาน เป็นอิสระจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง

๑๓. อริยมรรคมีองค์ ๘

“หากความทุกข์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกนี้ หนทางดับทุกข์ก็มีอยู่เช่นเดียวกัน ” หนทางดับทุกข์ที่ว่านั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันประกอบด้วย


๑. สัมมาทิฐิ เห็นชอบ

๒. สัมมาสังกัปปะ คิดชอบ

๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ

๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ

๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ

๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ

๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ

๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ


องค์มรรคแต่ละข้อใช้ช่อฟ้าเป็นสัญลักษณ์ เพราะมรรคมีองค์ ๘ จัดเป็นโลกุตรธรรม อันเป็นธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา

๑๔. มหาโพธิพฤกษ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นปริศนาธรรมที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ คือ มีอยู่แล้วก่อนการก่อตั้งไร่เชิญตะวัน ในที่นี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หมายถึง โพธิปัญญาหรือพระนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา เม่ือนำเอาปริศนาธรรมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันตั้งแต่เสาร์ ๕ จนถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์มาเรียงเป็นแนวเดียวกัน ก็จะได้ความเข้าใจที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ๔ ประการ นั่นคือ


๑. ชีวิตคืออะไร (ขันธ์ ๕)

๒. ชีวิตเป็นอย่างไร (อิทัปปัจจตา)

๓. ชีวิตควรเป็นอย่างไร (อริยมรรคมีองค์ ๘)

๔. ชีวิตที่ดีที่สุดเป็นอย่างไร (พระนิพพาน)

๑๕. ประติมากรรม “กวีแก้ว”

ประติมากรรม “กวีแก้ว” เป็นรูปปั้นของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ กวีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ได้รับรางวัลกวีซีไรท์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น กวีรัตนโกสินทร์ และเป็นศิลปินแห่งชาติ ท่านเป็นกวีที่มีความสามารถทางกวีนิพนธ์ระดับเอกอุถึงกับมีผู้กล่าวไว้ว่า “๑๐๐ ปี จึงจะมีคนอย่างนี้มาเกิดสักคนหนึ่ง” ผลงานที่มีชื่อเสียงของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ คือ กวีินิพนธ์ที่มีชื่อว่า “โลก” ซึ่งประติมากรได้จารึกไว้ตรงฐานของรูปปั้นท่านมหากวี ดังต่อไปนี้ “โลก”

โลกนี้มีอยู่ด้วย ดวงมณี เดียวนา
ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง
ปวงธาตุต่ำกลางดี ดุลยภาพ
ภาคจักรพาลมิร้าง เพราะน้ำแรงไหน
ภพนี้มิใช่หล้า หงส์ทอง เดียวเอย
กาก็เจ้าของครอง ชีพด้วย
เมาสมมุติจองหอง หินชาติ
แล้งน้ำมิตรโลกม้วย หมดสิ้นสุขศานต์
(อังคาร กัลยาณพงศ์)

๑๖. ธรรมจักร

ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์แห่ง “การหมุนกงล้อคือพระธรรม” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในกรณีของไร่เชิญตะวัน ธรรมจักร หมายถึง ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสู่ประชาคมโลก ตามประวัติศาตร์พระพุทธศาสนานั้น มีบันทึกไว้ว่า พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลังจากตรัสรู้แล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันมีชื่อว่า “ธรรมจักกัปปวัตนสูตร” แปลว่า “พระสูตรอันว่าด้วยการหมุนกงล้อคือพระธรรม” นับแต่นั้นเป็นต้นมาธรรมจักรจึงเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา


ธรรมจักรที่ประดิษฐานอยู่ในไร่เชิญตะวันแห่งนี้ ท่านว.วชิรเมธี ได้ร่วมออกแบบกับศิลปินโดยแทรกปริศนาธรรมไว้ตรงใจกลางของธรรมจักร เป็นรูปคนและเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแก่นของพระพุทธศาสนาอันได้แก่อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

กลับขึ้นด้านบน